THE ECONOMIC

vietnam (2)

เศรษฐกิจเวียดนาม

“สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” หรือ “เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงให้ความสนใจจับจ้องมองหาโอกาสเข้ามาลงทุนเพราะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จํานวนประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และกําลังซื้อของชาว เวียดนามเพิ่มสูงขึ้นมาก ตลอดจนไทยและเวียดนามได้เข้าร่วมเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (AEC) และมีสาย สัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านานโดยเฉพาะในแง่การค้า แม้จะไม่มีพรมแดนติดกัน จึงนับเป็นความได้เปรียบของไทยในการ เข้าไปลงทุนในเวียดนาม

การลงทุน เวียดนามได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการค้าและธุรกิจตามเงื่อนไขในการขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การ การค้าโลก (WTO) อาทิ การกําหนดภาษีต่ํากว่าประเทศอื่น ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมาย ตลอดจนกลไก ภาครัฐ เพื่อ เปิดตลาดสินค้าภาคบริการและการลงทุนให้เสรีมากขึ้นเป็นลําดับ ทําให้นักลงทุนจากต่างชาติให้ ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรนั้นเนื่องจากอยู่ระหว่างพัฒนาการค้าและการลงทุนให้มีความเสรี เพื่อเปิดรับการลงทุน จึงทําให้กฎระเบียบต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งเพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทย

ในปี 2561 ที่ผ่านไป เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีในช่วงครึ่งปีแรกโดยมีแรงขับเคลื่อนหลักทั้งจากอุปสงค์ต่างประเทศ และในประเทศ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีแรงส่งของอุปสงค์ต่างประเทศแผ่วลงอย่างชัดเจนโดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้าของไทย เนื่องจากเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้า (Trade war) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าที่มาจากปัจจัยอื่น ๆ และคาดว่าผลกระทบจากสงครามการค้าจะเริ่มชัดเจนขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ภาคการส่งออกสินค้าคาดว่าจะชะลอตัวลงหลังจากขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสองปี โดยนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าสงครามการค้าจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะนักลงทุนที่อาจตัดสินใจเลื่อนการลงทุน อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอาจได้รับผลดีบ้างจากการย้ายฐานการผลิตหรือการโยกคำสั่งซื้อในบางสินค้าจากจีน แต่คาดว่ายังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลกโดยรวม ดังนั้น เมื่อเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยในปี 2562 นี้จะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามไปด้วย โดยคาดว่าการส่งออกที่ชะลอตัวลงนี้จะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัวดีในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ต้องสะดุดลงจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากภาครัฐบาลเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงใช้มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศอื่น ๆ ยังขยายตัวดี และน่าจะมีแรงส่งต่อเนื่องมาในปี 2562 อย่างไรก็ตาม ปัญหาการใช้งานเกินศักยภาพของสนามบินต่าง ๆ ยังเป็นข้อจำกัดด้านอุปทานที่สำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวไทย

การบริโภคภาคเอกชนในภาพรวมยังไปได้ต่อ ในปี 2561 การบริโภคภาคเอกชนของไทยขยายตัวสูงเกินความคาดหมาย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากยอดขายรถยนต์ขยายตัวสูงเพราะเงื่อนไขผูกพันในในโครงการรถยนต์คันแรกทยอยหมดลง นอกจากนี้ การจ้างงานที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้นในหลายภาคเศรษฐกิจและหลายกลุ่มรายได้ทำให้กำลังซื้อนอกภาคเกษตรกรรมฟื้นตัวต่อเนื่องผนวกกับมาตรการภาครัฐที่ในหลายโครงการมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการบริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สำหรับในปี 2562 คาดว่ายอดขายรถยนต์อาจชะลอตัวลงจากฐานที่สูงในปีที่ผ่านมาส่วนมาตรการภาครัฐคาดว่าจะยังมีผลต่อมายังปี 2562 ขณะที่รายได้เกษตรกรอาจมีแนวโน้มไม่ดีนักจากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้การบริโภคในภาพรวมยังไปต่อได้แต่มีทิศทางชะลอตัวลง

การเลือกตั้งและความต่อเนื่องของโครงการลงทุนภาครัฐยังคงเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนจับตามอง คงต้องยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนั้นเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความน่าดึงดูดการลงทุนในประเทศไทย หากการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2562 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนงานของรัฐบาลเดิมมีความต่อเนื่อง ก็คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี โดยปี 2562 เป็นปีสำคัญที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ห้าสาย และโครงสร้างพื้นฐานของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) อีกทั้งปัญหาความไม่เข้าใจใน พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ในปีที่ผ่านมาก็คาดว่าจะทยอยคลี่คลายลงในปีนี้

การลงทุนภาคเอกชนเริ่มจุดติด ในช่วงสองปีที่ผ่านมาที่ภาคการส่งออกของไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีเกินความคาดหมาย รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือ Mega-project เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นได้ช่วยจุดเครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชนให้ติดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ในปี 2562 อาจเกิดกระแสการย้ายฐานการลงทุนของบริษัทข้ามชาติจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ซึ่งการที่ไทยมีความชัดเจนในโครงการ EEC และการมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมน่าจะมีส่วนช่วยให้ไทยสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตในบางอุตสาหกรรมได้เมื่อเทียบกับประเทศตัวเลือกอื่น ๆ ในภูมิภาค

สำหรับอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นบ้างจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่เป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับเพิ่มราคาได้มากนัก สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกกดดันเพิ่มเติมจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่มีทิศทางปรับลดลงสอดคล้องกับแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบที่มีมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2562 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตประมาณร้อยละ 4 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับระดับศักยภาพ แม้จะมีทิศทางชะลอลงบ้างจากปีก่อนจากปัจจัยด้านอุปสงค์ต่างประเทศ โดยในปีนี้คาดว่าอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ภายใต้โลก VUGA นี้ เศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและต่างประเทศ รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงินที่แม้จะยังอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังคงมีบางจุดที่เปราะบาง เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่มาพร้อมกับการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าควร (underpricing of risks) ที่สืบเนื่องมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จึงอาจกล่าวได้ว่าปี 2562 จะเป็น “ปีหมูที่อาจจะไม่หมู” สำหรับเศรษฐกิจการเงินไทย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนโยบายทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงผู้ประกอบการต่างๆ ที่คงต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่อาจมาถึงในปีหมูที่ไม่หมูนี้

เศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้มีสัญญาณการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยในบางภูมิภาค แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ Fed และ ECB ยังคงสามารถเดินหน้าเพื่อทำนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติ (Monetary Policy Normalization) ได้ตามแผน สำหรับไตรมาสแรก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคหลักทั่วโลกยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่มีการเติบโตสูง ในขณะที่เขตยูโรโซนและญี่ปุ่นเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตที่แผ่วลงเล็กน้อย แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากภาวะการค้าโลกที่ยังขยายตัวดี อัตราการว่างงานที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในกลุ่มประเทศหลัก และการลงทุนจากภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และเขตยูโรโซนกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งประเมินได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงและเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัว พร้อมด้วยช่องว่างการผลิต (output gap) ที่ใกล้ปิดและนโยบายการเงินที่เข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วงต้นหรือกลางวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังเร่งตัวขึ้นและนโยบายการเงินในภาพรวมยังคงผ่อนคลาย อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาคหลักที่ดำเนินมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว จะทำให้นโยบายการเงินของโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น นั่นหมายถึง นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จะถูกทยอยลดบทบาทลงอย่างต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยในหลายภูมิภาคของโลกจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เหล่านี้ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ซึ่งสะท้อนต้นทุนทางการเงิน จะทยอยปรับสูงขึ้นทั้งในส่วนของดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตในช่วงก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐฯ ก็ตาม

อีไอซีมองว่าความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีสำหรับเศรษฐกิจโลก มี 3 ประการ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวเร็วเกินคาด สถานการณ์การเมืองและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในเขตยูโรโซนและตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ความเสี่ยงแรกที่ต้องเฝ้าระวัง คือ อัตราเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวเร็วเกินคาดจากภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเร็วประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้ธนาคารกลางในหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงและเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะถัดไปได้ ความเสี่ยงที่สอง คือ สถานการณ์การเมืองในเขตยูโรโซนและปัญหาในตะวันออกกลาง เช่น นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในอิตาลีและสเปนที่จะส่งผลต่อฐานะการคลังในประเทศ รวมถึงประเด็นความคืบหน้าการเจรจา Brexit ซึ่งแม้ว่าโดยรวมความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจสำหรับเขตยูโรโซนในระยะหลังจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน แต่ปัญหาการเมืองภายในอิตาลีและสเปนยังสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนรวมถึงตลาดการเงินโลกได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อสำหรับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันได้ อาทิ สงครามในซีเรีย การที่กาตาร์ถูกตัดความสัมพันธ์จากกลุ่มประเทศอาหรับ และการที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เป็นต้น และความเสี่ยงสุดท้าย คือ มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ รวมถึงการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งแม้ว่าความเสี่ยงของการลุกลามจนเกิดเป็นสงครามการค้าโลกเต็มขนานด้วยการขึ้นกำแพงภาษีต่อกันอย่างดุเดือดนั้นจะมีความเป็นไปได้ต่ำ แต่ภาคอุตสาหกรรมการส่งออกในทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบจะยังคงต้องติดตามความคืบหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง